ในกระบวนการขั้นตอนทั้งหมดเกี่ยวกับ "ความรัก" มีคนเคยบอกว่า ขั้นตอนของการ "จีบ" นั้นดูจะหอมหวานและมีชีวิตชีวาที่สุด เป็นภาวะตรงกลางที่นำไปสู่การเปลี่ยนบทบาทและสถานภาพของคนสองคน
จาก "ใครก็ไม่รู้" กลายมาเป็น "คนรู้ใจ"
ภาวะนั้นอาจเรียกได้ว่าเป็น "จุดวิกฤต"
เห็นจะจริงดังที่เขาว่า...เพราะทุกคู่รักมักนึกถึงช่วงเวลาดี ๆ ในตอนที่จีบกันใหม่ ๆ อยู่เสมอ ทุกอย่างมันช่างสดใส โลกทั้งโลกกลายเป็นสีชมพู และดูเหมือนดอกไม้จะส่งกลิ่นหอมหวานกว่าทุกวัน
คนบางประเภทจึงมีความสุขอยู่กับการเสพวิกฤตของตัวเอง...
เพราะมันเป็น "วิกฤตแห่งรัก"
ชายหนุ่มคนนี้ที่ฉันรู้จักก็เช่นกัน...เขาสร้างความรักครั้งใหม่ในชีวิตอยู่เสมอ เพียงเพื่อที่จะได้เสพเอาความสดชื่น - หอมหวาน จากความรักในขณะที่มันยังเพิ่งเริ่มต้น และกำลังจะเข้าสู่จุดวิกฤต
เขาจะมีความสุขอยู่กับการเทียวไล้เทียวขื่อหญิงสาวที่เขาถูกใจ พลังแห่งความรักทำให้เขาลงทุนทำได้ทุกอย่าง ตั้งแต่แต่งตัวดี ๆ เพื่อเธอ ตามรับส่งเธอไม่ว่าดึกดื่นแค่ไหน หรือแม้กระทั่งสักชื่อของเธอบนตัวเขา ช่วงเวลาเหล่านี้ทำให้หัวใจของเขาพองโตจนแทบจะสำลักความสุข
แต่เมื่อหญิงสาวเริ่มเปิดใจให้เขา - รักเขา - และผูกพันกับเขา
จุดวิกฤตก็สิ้นสุดลง...
ชายหนุ่มจะเริ่มตีตัวออกห่าง การผูกมัดของคนรักทำให้ความรักไม่หอมหวานอีกต่อไป เขารักอิสระ และรู้สึกว่าเมื่อความรักลงตัว...ก็ไม่มีอะไรน่าค้นหาสำหรับเขาอีกแล้ว
เขาบอกลาหญิงสาว เพื่อเริ่มต้นมองหาคนใหม่ที่จะเรียกคืนความตื่นเต้นให้ชีวิตได้
เป็นอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า...
..............................
ชายหนุ่มหลงใหลความหอมหวานของ "จุดวิกฤต"
ความรักในขั้นของการจีบ มีเสน่ห์ตรงที่หาความแน่นอนไม่ได้ ทำให้เรารู้สึกลุ้นและหวามไหวได้ตลอดเวลา อานุภาพของมันทำให้คนหน้าแดงเพราะความเขิน นอนไม่หลับเพราะรอเสียงโทรศัพท์ และตื่นเต้นกับการเลือกเสื้อผ้าที่จะใส่ไปเดทกับเขา
มันทำให้หัวใจเราไม่อยู่นิ่ง...และความสุขก็วูบวาบอยู่ในหัวใจทุกขณะ เหมือนกับตอนที่คนสองคนทะเลาะกันนั่นแหละ
มันเป็นจุดวิกฤต (แห่งความสุข)
คู่รักหลายคู่ - รักกันมากกว่าเดิม...เมื่อผ่านช่วงเวลาแห่งความไม่เข้าใจกันมาแล้ว เพราะจุดวิกฤตที่เกิดขึ้นระหว่างนั้น ทำให้คนสองคนที่ตั้งแง่ใส่กันรู้สึกคิดถึงกันมากกว่าเดิม
ความรู้สึกที่ปนเปกันระหว่าง "โกรธ" และ "รัก" ระหว่าง "อยากเชิดใส่" และ "อยากคืนดี"
ต่างจากตอนเป็นคนรักกันแล้ว...
เราไม่เคยเขินแฟนตัวเอง (กล้าทำทุกเรื่องต่อหน้าเขา) เราไม่เคยนอนรอโทรศัพท์จากเขาด้วยความตื่นเต้น (เพราะเราง่วงมาก) เราไม่เคยต้องเลือกเสื้อผ้าล่วงหน้า (และบางทีก็เป็นชุดเดียวกันกับเมื่อวาน)
ความลงตัวทำให้ชีวิตดำเนินไปอย่างราบเรียบ ความสุขไม่เคยวูบวาบในใจอีกเลย และใครหลายคน...อาจรู้สึกเบื่อหน้ากันในสักวันหนึ่ง
ชายหนุ่มคงกลัวตัวเองเบื่อหน้าแฟน หรือถูกแฟนเบื่อซะก่อน จึงชิงทิ้งเธอไปทุกครั้ง
แต่คู่รักที่ไม่อาจทิ้งกันได้ จึงได้แต่รักกันแบบเรียบ - ง่าย จนบางครั้งก็แทบจะไม่เหมือนคนรักกัน
........................
เพราะอะไร "จุดวิกฤต" ถึงหอมหวานกว่าช่วงชีวิตที่ราบเรียบลงตัว
คำตอบก็คือ เพราะมันมี "ช่องว่าง" ในความสัมพันธ์เกิดขึ้นนั่นเอง
ไม่ว่าจะเป็น "การจีบ" หรือ "การทะเลาะกัน" คนสองคนจะเว้นช่องว่างระหว่างกันไว้เสมอ เพราะมันมีความไม่แน่นอน และไม่ลงตัวเกิดขึ้น ช่องว่างก่อให้เกิดความเกรงใจ ความคาดหวัง และความอยากจะไปให้ถึงจุดที่แนบสนิท
ชีวิตที่แนบสนิท โดยไม่เคยมีจุดวิกฤต จึงเป็นชีวิตที่ไม่เคยเกิดความคาดหวัง ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเป็นขั้นตอน
แต่ความรักไม่ต้องการขั้นตอน
ความรัก มองหาทางลัดไปสู่ความโรแมนติคเสมอ ๆ
ไม่ต้องถึงกับสร้างจุดวิกฤตในชีวิตจนบ่อยครั้งนักหรอก ไม่ต้องลงทุนหาแฟนใหม่ทุก 2 เดือน หรือทะเลาะกับแฟนทุก 2 วัน เพื่อเพิ่มความหอมหวานให้ความรักหรอก เพราะความรักมีทางลัดที่ง่ายกว่านั้น
และคำตอบก็คือ "ช่องว่าง" ที่ว่านั่นแหละ
ถ้าคนสองคนรู้จักเว้นช่องว่างระหว่างกัน ความรักจะไม่อึดอัด และชาเฉย
บางที...ไม่ต้องสร้างวิกฤต ชีวิตก็หอมหวานได้เหมือนกัน

Thanks...ห่างหนึ่งก้าว รักเราเท่าเดิม P.49